ทำไมลูกชอบจับหูอยู่ตลอด? ปรับประสาทสัมผัส นิสัยปลอบใจตัวเอง หรือหูไม่สบายกันแน่

ลูกจับหูอยู่ตลอดเวลา

วิธีใช้เครื่องมืออ่าน

ฟังจะอ่านบทความออกเสียง อ่านเร็วแสดงวลีทีละช่วงตามความเร็วที่เลือก ฝึกภาษาใช้เปรียบเทียบบทความฉบับแปลที่มีอยู่ บันทึกจะเก็บบุ๊กมาร์กในเบราว์เซอร์นี้ และเปิดอีกครั้งได้จากรายการที่บันทึกในเครื่องเล่น

แชร์บทความนี้

แชร์บทความนี้

โฆษณา
โฆษณา

คำค้นหาที่คนมักใช้

  • ทำไมเด็กชอบจับหู
  • เด็กดึงหู หูชั้นกลางอักเสบ
  • เด็กจับหูตลอดเวลา พัฒนาการ
  • ออทิสติก จับหู ประสาทสัมผัส
  • stimming คืออะไร
  • การปรับประสาทสัมผัส จับหู
  • ดาวน์ซินโดรม หูชั้นกลางอักเสบ การได้ยินลดลง
  • ดาวน์ซินโดรม โรคหู
  • สัญญาณเด็กไม่สบายหู
  • นิสัยจับหู พฤติกรรมปลอบใจตัวเอง

เกริ่นนำ: ทำไมเด็กบางคนถึงจับหูอยู่ตลอด

ลูกจับหูอยู่ตลอดเวลา

บีบติ่งหู
ถูหลังหู
ดึงหู
จับหูเวลางัวเงีย
จับหูเวลาดูกังวล
นั่งเล่นหูอยู่นานเวลาเบื่อ

เห็นแบบนี้แล้วก็อดคิดไม่ได้

เป็นแค่นิสัยหรือเปล่า
เป็นวิธีทำให้ตัวเองสบายใจหรือเปล่า
เกี่ยวกับความแตกต่างด้านพัฒนาการหรือการประมวลผลประสาทสัมผัสหรือเปล่า
หรือเป็นสัญญาณของหูชั้นกลางอักเสบหรือการได้ยินที่ไม่ดี

สรุปสั้น ๆ ก่อนเลยคือ เหตุผลที่เด็กจับหูไม่ได้มีแค่อย่างเดียว

พูดอย่างกว้าง ๆ อย่างน้อยต้องคิดถึงสามอย่างนี้

1. การปรับประสาทสัมผัส / การกระตุ้นตัวเอง
2. พฤติกรรมปลอบใจ นิสัย หรือการแก้เบื่อ
3. หูไม่สบาย หูชั้นกลางอักเสบ หรือได้ยินไม่ชัด

โดยเฉพาะเด็กที่มีลักษณะทางพัฒนาการหรือประมวลผลประสาทสัมผัสต่างออกไป การจับบริเวณหูและทำซ้ำ ๆ อาจเป็นวิธีทำให้ตัวเองสงบ

ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งสำคัญคือเด็กดาวน์ซินโดรมมีโรคของหูชั้นกลางและการได้ยินบกพร่องแบบการนำเสียงผิดปกติ (ปัญหาที่หูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง ทำให้เสียงเดินทางไปถึงหูชั้นในได้ไม่ดี) ค่อนข้างบ่อย
ดังนั้น การตัดสินว่า "เป็นแค่นิสัย" ก็เสี่ยง และการฟันธงว่า "ต้องเป็นโรคหูแน่ ๆ" ก็เสี่ยงไม่ต่างกัน

สิ่งสำคัญคือ ดูสถานการณ์แล้วแยกให้ออก


สรุป: การจับหูควรมองทั้งมุม "ประสาทสัมผัส" และ "การแพทย์"

พฤติกรรมจับหูอยู่ตลอดควรแยกคิดแบบนี้

จับด้วยจังหวะสม่ำเสมอตอนที่สงบ
→ อาจเป็นการปรับประสาทสัมผัส การกระตุ้นตัวเอง หรือพฤติกรรมปลอบใจ

จับตอนง่วง กังวล หรือเบื่อ
→ อาจเป็นพฤติกรรมปลอบใจ นิสัย หรือการปรับอารมณ์ตัวเอง

ร้องไห้ งอแง มีไข้ มีน้ำไหลจากหู ดูเหมือนได้ยินไม่ชัด นอนไม่หลับ
→ อาจเป็นหูไม่สบายหรือหูชั้นกลางอักเสบ ควรให้แพทย์หู คอ จมูกตรวจ

กรณีที่เสี่ยงเป็นโรคหูสูง เช่น ดาวน์ซินโดรม
→ อย่าปัดว่าเป็นแค่นิสัย การตรวจการได้ยินและหูชั้นกลางเป็นเรื่องสำคัญ

พูดอีกอย่างคือ

การจับหูอาจเป็นการปรับประสาทสัมผัส
แต่ก็อาจเป็นเพราะหูไม่สบาย
สังเกตโดยเปิดใจให้ทั้งสองความเป็นไปได้

นี่คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด


1. การจับหูเป็นการปรับประสาทสัมผัสหรือกระตุ้นตัวเอง

เด็กบางคนที่มีลักษณะทางพัฒนาการหรือประมวลผลประสาทสัมผัสต่างออกไป จะสงบลงเมื่อได้รับความรู้สึกบางอย่างซ้ำ ๆ

สะบัดมือ
โยกตัว
ทำเสียงเดิมซ้ำ ๆ
จับป้ายเสื้อ
เล่นผม
ถูนิ้ว
จับหู

พฤติกรรมซ้ำ ๆ แบบนี้ในภาษาอังกฤษบางครั้งเรียกว่า stimming
ส่วนในภาษาญี่ปุ่นมักอธิบายด้วยคำเช่น "การกระตุ้นตัวเอง" หรือ "การปรับประสาทสัมผัส"

งานวิจัยของ Kapp และคณะรายงานว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นออทิสติกมองว่า stimming เป็นวิธีปรับตัวเพื่อทำให้อารมณ์และความคิดที่รุนแรงสงบลง รวมถึงใช้สื่อสารมันออกมา
บทความทบทวนงานวิจัยเรื่องพฤติกรรมซ้ำ ๆ แบบเดิม (stereotypy) ในออทิสติกก็สรุปไว้ว่า การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ อาจช่วยให้ผ่อนคลาย จดจ่อ และรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ประสาทสัมผัสถูกกระตุ้นมากเกินไป

ดังนั้น สำหรับเด็กบางคน การจับหูอาจทำงานแบบนี้

ความรู้สึกสัมผัสบริเวณหู
การเคลื่อนไหวของมือ
เสียงเสียดสี
จังหวะเดิม
ความรู้สึกถึงตำแหน่งของร่างกาย
↓
ข้อมูลประสาทสัมผัสนิ่งขึ้น
↓
สงบลง

กรณีนี้ การจับหูไม่ใช่ "นิสัยแปลก ๆ ที่ต้องห้าม" แต่อาจเป็นวิธีปรับตัวเองตามแบบของเด็กเอง


2. ทำไมต้องเป็นบริเวณหู

บริเวณรอบหูเป็นจุดที่ความรู้สึกมารวมกันมากกว่าที่คิด

สัมผัส
เสียง
การเสียดสีของผมและผิวหนัง
รูปร่างของหู
ความรู้สึกของผิวหลังหู
ความรู้สึกรอบใบหน้า
ความรู้สึกถึงตำแหน่งของศีรษะ

เมื่อจับหู ไม่ได้มีแค่ความรู้สึกที่มือ แต่ใกล้หูยังเกิดเสียงเล็ก ๆ และความรู้สึกเสียดสีด้วย

ตัวอย่างเช่น ตอนถูหลังหู จะได้รับสิ่งเหล่านี้พร้อมกัน

ความรู้สึกตอนแตะผิวหนัง
ความรู้สึกที่นิ้วไถลไป
เสียงแกรกกรากเบา ๆ
รู้ว่ากำลังจับตรงไหน

ความรู้สึกหลายอย่างที่เข้ามาพร้อมกันนี้ช่วยดึงความสนใจกลับมาที่ร่างกายได้ง่าย

ดังนั้น การจับบริเวณหูอาจเป็น "จุดยึด" ที่พาเด็กกลับมาอยู่กับตัวเอง

คล้ายกับผู้ใหญ่ที่รู้สึกสงบขึ้นเวลาเล่นผม ดัดนิ้วให้ดังกร๊อบ แคะเล็บ หรือจับแขนเสื้อ


3. การจับหูเป็นการปลอบใจ นิสัย หรือแก้เบื่อ

เหตุผลที่จับหูไม่ได้มีแค่เรื่องพัฒนาการเท่านั้น

เด็กมักจับอวัยวะบางส่วนเวลาง่วง กังวล เบื่อ หรือมือว่าง

จับหูเวลาง่วง
จับหูในสถานการณ์ที่กังวล
เล่นหูไปดูทีวีไป
จับหูตอนถูกอุ้ม
จับหูตอนเดินทาง
จับหูเฉพาะก่อนนอน

กรณีแบบนี้ การจับหูอาจเป็นพฤติกรรมปลอบใจหรือนิสัย

ผู้ใหญ่เองก็จับผม จับคาง จับริมฝีปาก หรือถูนิ้วเวลาใช้ความคิด
เด็กก็เช่นกัน หูอาจกลายเป็น "จุดอุ่นใจที่จับง่าย"

กรณีนี้ แทนที่จะฝืนให้หยุด ควรดูว่า

จับตอนไหน
จับแล้วสงบลงไหม
ดูเจ็บหรือเปล่า
ผิวหนังระคายเคืองไหม
กระทบชีวิตประจำวันหรือเปล่า

4. แต่ต้องคิดถึงเรื่องหูไม่สบายด้วยเสมอ

ในอีกด้านหนึ่ง การมองว่าการจับหูทุกครั้งเป็นการปรับประสาทสัมผัสนั้นเสี่ยง

เมื่อเด็กจับหูหรือดึงหู อาจเกี่ยวข้องกับอาการไม่สบายในหูหรือหูชั้นกลางอักเสบ

ควรระวังเป็นพิเศษในกรณีต่อไปนี้

มีไข้
ร้องไห้หรืองอแงมาก
บ่นว่าเจ็บหู
ดึงหูแรง
มีน้ำไหลจากหู
ดูเหมือนได้ยินไม่ชัด
เรียกแล้วตอบสนองช้า
นอนไม่เป็นสุข
กินได้น้อยลง
เริ่มจับหูหลังเป็นหวัด
จับแต่หูข้างเดียวไม่หยุด

งานวิจัยของ McCormick และคณะแสดงให้เห็นว่า การรวมกันของอาการ เช่น ไข้ ปวดหู กินนมหรืออาหารได้น้อย นอนกระสับกระส่าย และหงุดหงิดง่าย เกี่ยวข้องกับการทำนายหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (การติดเชื้อที่หูชั้นกลางแบบกะทันหัน)
ส่วนการจับหรือดึงหูเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ยังไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่าเป็นหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน

พูดอีกอย่างคือ

แค่จับหู
→ ไม่ได้แปลว่าเป็นหูชั้นกลางอักเสบเสมอไป

จับหู + ไข้ ปวด งอแง นอนไม่หลับ ได้ยินไม่ชัด
→ ควรพิจารณาให้แพทย์หู คอ จมูกตรวจ

การแยกแบบนี้เป็นวิธีที่สมเหตุสมผลและทำได้จริง


5. เด็กดาวน์ซินโดรมควรเฝ้าดูโรคหูและการได้ยินให้มากขึ้น

สำหรับเด็กดาวน์ซินโดรม ปัญหาเกี่ยวกับหูค่อนข้างสำคัญ

งานวิจัยปี 2025 ระบุว่า โรคของหูชั้นกลางพบได้บ่อยในเด็กดาวน์ซินโดรม และสัมพันธ์กับการได้ยินบกพร่องแบบการนำเสียงผิดปกติ รวมถึงพัฒนาการด้านการพูดและภาษาที่ล่าช้า
งานวิจัยปี 2018 ก็รายงานว่า หูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง (มีของเหลวคั่งอยู่หลังแก้วหู) และการได้ยินบกพร่องพบได้บ่อยในเด็กดาวน์ซินโดรม และส่งผลต่อการฟังและการสื่อสาร

ในเด็กดาวน์ซินโดรม เรื่องเหล่านี้มักเป็นปัญหา

  • การทำงานของท่อยูสเตเชียน (ท่อเล็ก ๆ ที่เชื่อมหูกับด้านหลังโพรงจมูก)
  • การระบายอากาศของหูชั้นกลาง
  • โครงสร้างของหู
  • ขี้หู
  • หูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง
  • การได้ยินบกพร่องแบบการนำเสียงผิดปกติ

ดังนั้น ถ้าเด็กดาวน์ซินโดรมจับหูบ่อย ก็อาจเป็นการปรับประสาทสัมผัสหรือนิสัย แต่ควรตรวจดูด้วยว่ามีหูไม่สบายหรือได้ยินไม่ชัดหรือไม่

จับหู
↓
อาจเพื่อทำให้ตัวเองสงบ
↓
แต่ก็อาจได้ยินไม่ชัด รู้สึกหูอื้อ หรือเจ็บ
↓
การไปพบแพทย์หู คอ จมูกเป็นประจำและตรวจการได้ยินเป็นเรื่องสำคัญ

เพราะการได้ยินอาจกระทบพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร จึงไม่ควรมองข้าม


6. ออทิสติกสเปกตรัม ความแตกต่างในการประมวลผลประสาทสัมผัส และการจับหู

ในออทิสติกสเปกตรัม มักพบความแตกต่างในการประมวลผลประสาทสัมผัส

ไวต่อเสียง
ไวต่อสัมผัส
หรือกลับกัน คือแสวงหาความรู้สึกที่แรง
สงบลงเมื่อได้รับการกระตุ้นแบบเดิมซ้ำ ๆ
ถูกท่วมท้นได้ง่ายเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน

บทความทบทวนของ Patil และคณะอธิบายว่า ในออทิสติกสเปกตรัมพบความแตกต่างในการประมวลผลประสาทสัมผัสได้บ่อย ซึ่งหมายถึงวิธีรับ ประมวลผล และตอบสนองต่อข้อมูลประสาทสัมผัสจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน

หูอยู่ตรงรอยต่อระหว่างเสียงกับการสัมผัสพอดี

ดังนั้น การจับหูอาจทำหน้าที่แบบนี้

อยากปรับระดับการกระตุ้นจากเสียง
อยากได้ความรู้สึกสัมผัสรอบหู
อยากกลบความรู้สึกที่ไม่สบาย
อยากเช็กตำแหน่งของร่างกายตัวเอง
อยากสงบลงด้วยการเคลื่อนไหวเดิม

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงความเป็นไปได้
อย่าด่วนสรุปว่า "จับหู = ออทิสติก" หรือ "จับหู = ความบกพร่องทางพัฒนาการ"

เด็กที่มีพัฒนาการตามวัยก็จับหู
สิ่งที่ต้องดูคือความถี่ สถานการณ์ ปัญหาที่เกิดขึ้น อาการเจ็บ และผลต่อชีวิตประจำวัน


7. รายการสังเกต

เมื่อลูกจับหู ให้เริ่มจากการสังเกตก่อน

จับตอนไหน

ตอนง่วง
ตอนกังวล
ตอนเบื่อ
ตอนดูทีวี
ในที่คนเยอะ
ในที่เสียงดัง
ในสถานที่ใหม่
หลังถูกดุ
ก่อนนอน
หลังเป็นหวัด

จับอย่างไร

จับเบา ๆ
จับด้วยจังหวะสม่ำเสมอ
บีบติ่งหู
ถูหลังหู
ดึงแรง
จับแค่หูข้างเดียว
จับทั้งสองข้าง
พยายามเอานิ้วเข้าไปในหู

จับแล้วเป็นอย่างไร

สงบลง
หลับไป
มีสมาธิ
อารมณ์ดีขึ้น
กลับร้องไห้
ดูเจ็บ
หยุดไม่ได้
ผิวหนังแดง

มีอาการอื่นไหม

ไข้
น้ำมูก
ไอ
หลังเป็นหวัด
มีน้ำไหลจากหู
ดูเหมือนได้ยินไม่ชัด
เรียกแล้วตอบสนองช้า
นอนไม่ดี
เบื่ออาหาร
งอแง
การทรงตัวไม่ดี

ให้ดูทั้งหมดนี้ประกอบกัน


8. แนวทางแยกแยะ

ถ้าดูเหมือนการปรับประสาทสัมผัส

จับแม้ตอนสงบ
จับด้วยจังหวะสม่ำเสมอ
จับแล้วสงบลง
ดูไม่เจ็บ
ไม่มีไข้และไม่มีน้ำไหลจากหู
เพิ่มขึ้นเวลาง่วงหรือกังวล

กรณีนี้ อาจทำหน้าที่เป็นวิธีสร้างความอุ่นใจของเด็กเอง

ถ้าดูเหมือนหูไม่สบาย

เริ่มจับขึ้นมากะทันหัน
จับแรงเฉพาะหูข้างเดียว
ร้องไห้หรือบอกว่าเจ็บ
มีไข้
หลังเป็นหวัด
มีน้ำไหลจากหู
ดูเหมือนได้ยินไม่ชัด
ร้องกลางคืนหรือนอนไม่หลับ

กรณีนี้ ควรปรึกษาแพทย์หู คอ จมูก หรือกุมารแพทย์

ถ้าเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง

ปกติก็จับหูอยู่แล้ว
แต่ช่วงนี้จับแรงขึ้น
งอแงด้วย
ดูเหมือนได้ยินไม่ชัด

กรณีนี้ อย่าด่วนสรุปว่า "เป็นเรื่องประสาทสัมผัสจึงไม่เป็นไร" ควรพิจารณาให้แพทย์ตรวจด้วย


9. ควรบังคับให้เลิกไหม

ถ้าการจับหูไม่ทำให้เด็กบาดเจ็บ ไม่ได้รบกวนชีวิตประจำวันมาก และดูเหมือนหูไม่มีปัญหา หลายครั้งก็ไม่จำเป็นต้องบังคับให้หยุด

โดยเฉพาะเมื่อมันทำหน้าที่ปรับประสาทสัมผัส การห้ามเฉย ๆ อาจเป็นการเอาวิธีสงบใจของเด็กไป

สิ่งสำคัญคือดูว่า

มีอันตรายไหม
ผิวหนังเป็นแผลไหม
ทำให้หูเจ็บไหม
กระทบชีวิตประจำวันไหม
เด็กเองลำบากใจไหม
คนรอบข้างจริงจังกับเรื่องนี้เกินไปหรือเปล่า

ถ้าจับจนหูเจ็บ เอานิ้วแหย่เข้าไปในหู เลือดออก ผิวหนังระคายเคือง หรือสร้างปัญหากับคนรอบข้าง ให้คิดถึงพฤติกรรมทดแทน


10. แนวคิดเรื่องพฤติกรรมทดแทน

แทนที่จะบังคับให้หยุดจับหู ให้เตรียมทางเลือกที่ปลอดภัยไว้เมื่อจำเป็น

ตัวอย่างเช่น

จับผ้านุ่ม ๆ
ถือผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก
เตรียมตุ๊กตาที่จับได้ตามสบาย
ลดสิ่งกระตุ้นด้านเสียงด้วยที่ครอบหูหรือที่เงียบ ๆ
พักด้วยการหายใจลึก ๆ หรือขดตัว
เตรียมของเล่นประสาทสัมผัสที่ใช้มือเล่นได้

แต่ของเล่นประสาทสัมผัสไม่ได้แก้ได้ทุกอย่าง
ต้องดูว่าเด็กต้องการอะไรจริง ๆ

ต้องการสัมผัสที่หูหรือเปล่า
ต้องการเสียงเสียดสีหรือเปล่า
ต้องการการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ที่ทำให้สบายใจหรือเปล่า
อยากกันเสียงหรือเปล่า
หรือรู้สึกแปลก ๆ ในหู

ถ้าประเมินตรงนี้ผิด ทางเลือกที่เตรียมไว้ก็จะไม่เหมาะ


11. สัญญาณที่ควรไปพบแพทย์

ในกรณีต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์หู คอ จมูก หรือกุมารแพทย์

มีไข้
บ่นว่าเจ็บหู
มีน้ำไหลจากหู
จับแรงเฉพาะหูข้างเดียว
เริ่มจับหูหลังเป็นหวัด
ร้องกลางคืนหรือนอนไม่หลับ
ตอบสนองช้าเวลาเรียก
ชอบเปิดเสียงทีวีดังขึ้น
ถามกลับว่า "อะไรนะ" บ่อยขึ้น
การทรงตัวไม่ดี
เอานิ้วแหย่หูไม่หยุด
ผิวหนังรอบหูระคายเคือง
เสี่ยงเป็นโรคหูสูง เช่น ดาวน์ซินโดรม

ให้ดูอาการแวดล้อมมากกว่าตัวพฤติกรรมจับหู

โดยเฉพาะเด็กดาวน์ซินโดรม การตรวจการได้ยินเป็นเรื่องสำคัญ


12. บทสรุปของบทความ: การจับหูไม่ใช่ "นิสัย" แต่เป็นข้อมูล

เมื่อมองจากภายนอก การที่เด็กจับหูดูเหมือนแค่นิสัย

แต่สำหรับตัวเด็ก มันอาจมีบทบาทบางอย่าง

ปรับความรู้สึก
รู้สึกปลอดภัย
เติมเต็มความเบื่อ
เตรียมตัวนอน
ลดความกังวล
ตอบสนองต่อความรู้สึกแปลก ๆ ในหู
บอกว่าได้ยินไม่ชัด

พูดอีกอย่างคือ การจับหูไม่ใช่สิ่งที่ต้องห้าม แต่ก่อนอื่นเป็น ข้อมูล

ข้อมูลเกี่ยวกับอะไร

ตอนนี้ต้องการสิ่งกระตุ้นประสาทสัมผัสหรือเปล่า
อยากรู้สึกปลอดภัยหรือเปล่า
มีความรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า
หูเจ็บไหม
ได้ยินไม่ชัดหรือเปล่า
ง่วงหรือเปล่า
กังวลหรือเปล่า

มันเป็นเบาะแสให้เราอ่านสิ่งเหล่านี้ได้


สรุป: เหตุผลที่จับหูไม่ได้มีอย่างเดียว

เหตุผลที่เด็กจับหูอยู่ตลอดไม่ได้มีอย่างเดียว

  • อาจเป็นการปรับประสาทสัมผัส
  • อาจเป็นการกระตุ้นตัวเอง
  • อาจเป็นพฤติกรรมปลอบใจ
  • อาจเป็นนิสัยจากความเบื่อหรือความง่วง
  • อาจเป็นหูชั้นกลางอักเสบหรือหูไม่สบาย
  • อาจเป็นสัญญาณว่าได้ยินไม่ชัด

เด็กที่มีลักษณะทางพัฒนาการหรือประมวลผลประสาทสัมผัสต่างออกไป อาจใช้ความรู้สึกสัมผัสรอบหูและเสียงเสียดสีเพื่อปรับตัวเอง

ในอีกด้านหนึ่ง สำหรับเด็กดาวน์ซินโดรม โรคของหูชั้นกลาง หูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง และการได้ยินบกพร่องแบบการนำเสียงผิดปกติ ก็เป็นจุดสำคัญที่ต้องตรวจ

ดังนั้น ข้อสรุปคือ

อย่าด่วนตัดสินว่าการจับหูเป็นนิสัย และอย่าด่วนตัดสินว่าเป็นโรค ให้แยกดูจากสถานการณ์ สีหน้า อาการเจ็บ ไข้ การได้ยิน การนอน และบริบทของพฤติกรรม

การจับหูคือสัญญาณเล็ก ๆ ที่ออกมาจากร่างกายของเด็ก

การอ่านสัญญาณนั้นทั้งจากมุมประสาทสัมผัสและมุมการแพทย์เป็นเรื่องสำคัญ


FAQ

ถาม: เด็กจับหูเป็นสัญญาณของความบกพร่องทางพัฒนาการหรือเปล่า

แค่จับหูไม่อาจบอกได้ว่าเป็นความบกพร่องทางพัฒนาการ เด็กที่มีพัฒนาการตามวัยก็จับหู แต่ในเด็กที่มีลักษณะทางพัฒนาการหรือประมวลผลประสาทสัมผัสต่างออกไป การจับบริเวณหูและการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ อาจใช้เป็นการปรับตัวเอง

ถาม: จับหูแปลว่าเป็นหูชั้นกลางอักเสบไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้ามีไข้ ปวดหู งอแง นอนไม่ดี มีน้ำไหลจากหู ได้ยินไม่ชัด หรือเริ่มหลังเป็นหวัด ควรปรึกษาแพทย์หู คอ จมูก หรือกุมารแพทย์

ถาม: ถ้าเด็กดาวน์ซินโดรมจับหู ต้องระวังไหม

ต้องระวัง เด็กดาวน์ซินโดรมมักพบโรคของหูชั้นกลาง หูชั้นกลางอักเสบแบบมีน้ำขัง และการได้ยินบกพร่องแบบการนำเสียงผิดปกติบ่อย อาจเป็นการปรับประสาทสัมผัสก็ได้ แต่การตรวจการได้ยินและสภาพหูก็สำคัญ

ถาม: นิสัยจับหูควรให้เลิกไหม

ถ้าไม่ทำให้เด็กบาดเจ็บ ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน และหูดูไม่มีปัญหา บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องบังคับให้หยุด การห้ามพฤติกรรมที่ทำหน้าที่ปรับประสาทสัมผัสอยู่เฉย ๆ อาจเป็นการเอาวิธีสงบใจของเด็กไป

ถาม: ให้ทำอะไรแทนดี

ผ้านุ่ม ๆ ตุ๊กตา ของเล่นประสาทสัมผัส ที่เงียบ ๆ ที่ครอบหู และการพักสั้น ๆ เป็นตัวเลือกที่ใช้ได้ แต่สิ่งที่เหมาะจะต่างกันไปตามว่าสาเหตุคือสัมผัส เสียง หรือหูไม่สบาย

ถาม: สัญญาณแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

ถ้ามีไข้ น้ำไหลจากหู งอแงมาก ท่าทางเจ็บ จับแรงเฉพาะหูข้างเดียว เริ่มจับหลังเป็นหวัด ดูเหมือนได้ยินไม่ชัด นอนไม่ดี หรือมีความเสี่ยงโรคหูสูงอย่างดาวน์ซินโดรม ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์


แชร์บทความนี้

โฆษณา

อีกสักเรื่องไหม มีอะไรสนุก ๆ บ้าง

อ่านจบแล้วก็ลองต่อเลย: เรื่องใกล้เคียงไม่กี่เรื่อง และเรื่องที่ต่างไปเลยแต่สนุก

  1. เรื่องใกล้เคียงร่างกายมนุษย์ใช้งานยากเกินไปทำไมไม่มีค่าสเตตัส “พละกำลัง +1” อันเดียว
  2. ความสำเร็จไม่ได้ทำให้คนมีภูมิคุ้มกันต่อภาวะซึมเศร้า แล้วทำไม Ichiro Yamaguchi ถึงกลับมาจัดวิทยุและเล่นสด? — ไม่ใช่การกู้ “ตัวตนเก่า” แต่เป็นการสร้าง “ตัวตนใหม่”
  3. ต่างไปเลย แต่สนุกเมนูคอลแลบ ถ้าแทบเปลี่ยนแค่ชื่อแต่ขายได้ ก็ถือว่าชนะไหม? — ทำไมโมเดล Joyfull ที่ไม่ทำ “คอนยัครูปตัวละคร” ถึงแข็งแรง
  4. ทำไมเห็น RPG อันดับหนึ่งแล้วยังรู้สึก “อืม…” — BG3, Clair Obscur: Expedition 33 และความต่างระหว่าง “คะแนนสูง” กับ “เหมาะกับเรา”
  5. ทำไม "ในฐานะสามี" "ในฐานะแฟน" "ในฐานะครอบครัว" ถึงเป็นต้นเหตุของการทะเลาะกัน
  6. ฮิโซกะ โรคจิตขนาดนี้ แต่ทำไมเป็น "รุ่นพี่ใจดี" ได้ขนาดนี้ ภาพโค้ชที่จริยธรรมพังจากอาร์กเกาะ Greed Island

วันนี้อ่านเรื่องนี้

แต่ละบทความตอบคำถามที่ผู้อ่านบทความนี้มักสงสัยต่อ

ดูบทความทั้งหมดบทความเรื่อง สุขภาพและร่างกาย เพิ่มเติม

หาบทความอื่น

บทความทั้งหมด

Mendoi-chan

ผู้ดูแลเว็บไซต์

Mendoi-chan

เรียบเรียงความยุ่งยากในที่ทำงานและชีวิตประจำวันให้เป็นโครงสร้างที่ชัดเจนและขั้นตอนถัดไปที่ทำได้จริง

โฆษณา

บทความล่าสุด

  1. 1ถ้าคนอ่านไม่อ่านถึงท้ายบทความ อย่าเอาเนื้อหาไปทำเป็นแซนด์วิชโฆษณา: วิธีขาย "พื้นที่ว่างข้างจอ" บนพีซีด้วย Adsterra
  2. 2ยุค AI ความฉลาดคือออกแบบคำถาม ไม่ใช่หาคำตอบ
  3. 3หนึ่งสัปดาห์ที่ระบบเขียนบทความด้วย AI กลายเป็น "โรงงานอัตโนมัติ"
  4. 4ทำไมคลินิกสุขภาพจิตบังคับใส่หน้ากาก และปฏิเสธการรักษาได้ไหมถ้าไม่ซื้อ
  5. 5ท่องจำไม่เก่ง แปลว่าหัวไม่ดีหรือเปล่า
โฆษณา