ลองนึกภาพคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องแล็บมหาวิทยาลัยมาหลายปี ทดลองจนดึก พลาดรถเที่ยวสุดท้าย และแทบไม่มีวันหยุด พอเริ่มทำงานบริษัทกลับพบว่าเลิกงานหนึ่งทุ่มได้ แถมยังได้เงินเดือนด้วย
“โห ชีวิตคนทำงานสบายขนาดนี้เลยเหรอ!”
แล้วเพื่อนร่วมงานก็บ่นว่าเหนื่อยมาก เพราะต้องอยู่ทำงานถึงหนึ่งทุ่มเป็นประจำ คนที่ผ่านแล็บสุดโหดมาอาจคิดในใจว่า “แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วเหรอ?”
ถ้าเป็นมุกในอินเทอร์เน็ตก็ขำได้ แต่ถ้าเอาความคิดนี้ไปตั้งกฎให้ทุกคน เรื่องเริ่มไม่ขำแล้ว
ทนเก่งเป็นความสามารถ ไม่ได้แปลว่าสภาพแวดล้อมนั้นดี
คนที่ผ่านช่วงทำวิจัยหนัก ๆ มาได้ย่อมมีความอึดที่น่าชื่นชม และอาจรู้สึกว่างานใหม่เบากว่าเดิมจริง ๆ
แต่การผ่านช่วงยากลำบากมาได้ ไม่ได้พิสูจน์ว่าตารางชีวิตตอนนั้นเหมาะสม แล็บแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน และคนแต่ละคนก็ไม่ต้องพิสูจน์คุณค่าด้วยการอดนอนแบบเดียวกัน
คำถามว่า “เขาทนได้แค่ไหน” ไม่ใช่คำถามเดียวกับ “เราควรคาดหวังอะไรจากทุกคน”
วิ่งมาราธอนจบแล้ว จะให้ทั้งออฟฟิศวิ่ง 42.195 กิโลเมตรด้วยเหรอ?
คนวิ่งฟูลมาราธอนจบได้เก่งมาก ควรได้รับทั้งเสียงปรบมือและเหรียญรางวัล
แต่ถ้าวันจันทร์เขาหอบป้ายหมายเลขนักวิ่งมาแจกทั้งบริษัท แล้วบอกว่า “ฉันยังวิ่งได้ตั้ง 42 กิโลเมตร ทำไมพวกเธอทำไม่ได้ อ่อนแอจัง”
เดี๋ยวก่อน ยินดีด้วยกับเหรียญนะ แต่ทำไมประชุมเช้ากลายเป็นจุดปล่อยตัวนักวิ่งไปแล้วล่ะ?
ความสำเร็จส่วนบุคคลไม่ใช่มาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกคนต้องทำถึง คนที่อยากท้าทายตัวเองมีสิทธิทำ และคนที่อยากทำงานด้วยจังหวะที่ยั่งยืนก็มีสิทธิเช่นกัน
องค์กรที่ต้องพึ่งยอดมนุษย์คนเดียว แข็งแรงจริงไหม?
เวลามีภัยพิบัติ คนที่อดหลับอดนอนเพื่อกู้ระบบสาธารณูปโภคน่านับถือมาก แต่ถ้าทุกสัปดาห์ต้องใช้ความเสียสละระดับนั้น องค์กรอาจต้องปรับจำนวนคน เวรทำงาน และการพักผ่อน มากกว่าบอกให้ทุกคนฮึดสู้
“คนก่อนทำได้” ไม่ตอบเลยว่าถ้าเขาลาป่วย ใครจะรับช่วงต่อ
การวิเคราะห์ของ WHO และ ILO พบว่าการทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจขาดเลือดที่สูงกว่าการทำงาน 35–40 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าเลิกงานหนึ่งทุ่มอันตรายเสมอไป แต่ก็ไม่อาจใช้คำว่า “ฉันทนมาได้” พิสูจน์ว่าเวลาทำงานหนักเหมาะกับทุกคน
คนวิ่งเข้าเส้นชัยควรได้เหรียญ แต่ไม่จำเป็นต้องแจกหมายเลขวิ่งให้ทั้งออฟฟิศ
