ระหว่างเดินเล่น ผมแวะเข้าไปดูบ้านตัวอย่างที่อยู่แถวนั้น
จริงๆ ผมไม่ได้อยากซื้อบ้านมากนัก ไม่ใช่ว่าไม่สนใจเลย แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้อยากคุยเรื่องซื้อขายจริงจังตรงนั้น แค่รู้ช่วงราคากับได้เห็นบรรยากาศของบ้านจริงก็พอแล้ว
แถมวันนั้นผมยังเป็นผู้เข้าชมคนสุดท้ายอีกด้วย
ผมเลยบอกพนักงานไปว่า
"วันนี้ผมเป็นคนสุดท้ายใช่ไหมครับ ถ้าทำให้รอ ผมขอดูแบบผ่านๆ นะครับ"
ตอนแรกเขาตอบว่า
"ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเกรงใจ"
แต่ประโยคที่ตามมาทันทีนั้นตลกดี
"อ๋อ งั้นขอดูแบบผ่านๆ นะครับ"
ปากบอกว่า "ไม่ต้องห่วง" แต่ความจริงคือถ้าจบเร็วก็ดีกว่า ความรู้สึกจริงๆ ของเขาหลุดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนมาก
ไม่ได้กลายเป็นการเกรงใจกันไปมา
ผมว่าบทสนทนานี้สนุกเพราะไม่มีใครฝืนตัวเอง
ผมไม่ได้อยากฟังคำอธิบายยาวๆ
อีกฝ่ายก็คงไม่อยากบริการนานเกินจำเป็นตอนท้ายวัน
แต่คนที่ต้องต้อนรับลูกค้าก็พูดตั้งแต่แรกไม่ได้ว่า "ช่วยรีบหน่อยนะ" เลยต้องตอบก่อนว่า "ไม่เป็นไรครับ"
พอผมเสนอเองว่าจะดูแบบสั้นๆ เขาก็สบายใจและพูดออกมาได้ว่า
"งั้นตามนั้นเลยครับ"
ความรู้สึกจริงของเราทั้งคู่ตรงกันตั้งแต่แรก แค่ต้องมีลำดับของการพูดออกมาเท่านั้นเอง
ไม่ใช่ "ถ้าไม่คิดจะซื้อก็อย่ามา"
พอพูดถึงการไปดูบ้าน หลายคนอาจคิดว่าเป็นที่ที่มีแต่คนอยากซื้อจริงๆ เท่านั้น
แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป
ต่อให้ยังไม่มีแผนซื้อบ้าน ก็ยังมีข้อมูลอย่าง
- บ้านระดับไหนในย่านนี้ราคาเท่าไร
- ถ้ารวมที่ดินด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบ้าน ราคารวมจะเป็นเท่าไร
- ขนาดและคุณภาพวัสดุของจริงต่างจากรูปถ่ายแค่ไหน
- เราชอบการมีบ้านจริงๆ หรือรู้สึกว่าการดูแลรักษาเป็นภาระหนัก
ซึ่งยากที่จะรู้ถ้าไม่ไปดูด้วยตัวเอง
ครั้งนี้อย่างน้อยผมก็ได้รู้ราคา
แค่นั้นก็พอแล้ว
ข้อสรุปว่า "ไม่ซื้อ" มีความหมายต่างกันระหว่างก่อนและหลังมีข้อมูล
ไม่ใช่ไม่ซื้อไปเรื่อยๆ แต่ตัดสินใจได้ว่า
"ราคานี้ ตอนนี้ยังไม่ต้องซื้อก็ได้"
การหาข้อมูลมีไว้เพื่อตัดสินใจ
การหาข้อมูลไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การลงมือทำเสมอไป
ดูบ้านแล้วไม่ได้แปลว่าต้องซื้อ เปิดเว็บหางานแล้วไม่ได้แปลว่าต้องลาออก เปรียบเทียบสินค้าแล้วก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องซื้อ
จุดประสงค์ของการหาข้อมูลไม่ใช่แค่เพิ่มตัวเลือก แต่ยังช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่จำเป็นออกไปด้วย
สิ่งที่ได้จากการดูบ้านครั้งนี้ไม่ใช่ความฝันยิ่งใหญ่หรือความอยากซื้อ
สิ่งที่ได้คือ
- ราคาจริง
- ระดับความรู้สึกของตัวเอง
- ความมั่นใจว่ายังไม่ต้องรีบซื้อตอนนี้
ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่มีคุณค่าพอสมควร
ในงานบริการ "สั้นๆ ก็ได้" บางครั้งก็ช่วยได้
ในฐานะลูกค้า เรามักกังวลว่าการดูแบบรวบรัดจะเสียมารยาทหรือเปล่า
แต่ถ้าจุดประสงค์ชัดเจน การบอกตั้งแต่แรกจะทำให้อีกฝ่ายทำงานง่ายขึ้น
ตัวอย่างเช่น ถ้าบอกว่า
"วันนี้อยากรู้แค่ช่วงราคาครับ"
"แค่พาดูภาพรวมแบบสั้นๆ ก็พอครับ"
"ยังไม่ได้กำหนดเวลาซื้อ ขอฟังแค่ภาพรวมนะครับ"
คนที่อธิบายก็จะเลือกเนื้อหาให้กระชับได้
การพูดยาวไม่ได้แปลว่าสุภาพ
การให้ข้อมูลที่อีกฝ่ายต้องการในปริมาณที่พอดี บางครั้งก็เป็นการบริการที่ดีกว่า
ในแง่นี้ คำว่า "ขอแบบผ่านๆ นะ" จึงเป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมามาก
พอมารยาทหลุดนิดหน่อย บทสนทนาก็สนุกขึ้น
ถ้าจบแค่ "ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเกรงใจ" ประโยคแรก ก็คงเป็นบทสนทนาสุภาพธรรมดาทั่วไป
แต่พอมีประโยคต่อมาว่า
"อ๋อ งั้นขอดูแบบผ่านๆ นะครับ"
ก็รู้สึกเป็นมนุษย์ขึ้นมาทันที
เขาได้เลิกงานเร็วก็ดี
ผมเองก็ไม่อยากถูกรั้งไว้นาน
ผลประโยชน์ตรงกันพอดี
บทสนทนาที่มีความจริงใจเล็กๆ แบบนี้หลุดออกมา มักจำได้นานอย่างน่าแปลก
บางครั้งช่วงเวลาที่เห็นตัวตนจริงของอีกฝ่ายนิดหนึ่ง ก็สร้างความประทับใจได้ดีกว่าคำพูดบริการที่สมบูรณ์แบบ
สรุป
การดูบ้านครั้งนี้ ไม่ได้จบด้วยการซื้อบ้าน
แต่ก็ได้ผลลัพธ์คือ
- ได้ฟังราคาจริง
- ได้เห็นบรรยากาศของบ้าน
- ได้ยืนยันอีกครั้งว่าตอนนี้ไม่มีความตั้งใจจะซื้อ
- จบได้เร็วโดยไม่มีใครต้องฝืน
และที่สำคัญที่สุด ตอนที่ผมพูดว่า
"ขอดูแบบผ่านๆ นะครับ"
แล้วเขาตอบกลับมาว่า
"งั้นขอแบบผ่านๆ นะครับ"
นั้นสนุกที่สุด
ผ่านมารยาทไปรอบหนึ่ง แล้วสุดท้ายความรู้สึกจริงของทั้งสองฝ่ายก็ตรงกัน
บางทีนี่อาจไม่ใช่แค่การดูบ้าน แต่เป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารเพื่อบรรลุเป้าหมายในเวลาสั้นๆ
