ไทย(th)

เมื่อใครบอกว่างานหนัก คำแนะนำมักมาเร็ว:

โฆษณา
โฆษณา

อย่าจบด้วย “ลองสนุกกับงานดูสิ” — แยกสิ่งที่คนทำได้ออกจากปัญหาของบริษัท

เมื่อใครบอกว่างานหนัก คำแนะนำมักมาเร็ว:

“ลองหาวิธีสนุกกับงาน”
“ตอนหนุ่มสาวควรเจอเรื่องหนักบ้าง”
“มีความริเริ่มมากกว่านี้สิ”

บางครั้งก็มีประโยชน์

แต่ถ้าคำสั่งคลุมเครือ ไม่มีอำนาจ เกณฑ์เปลี่ยนทีหลัง และถามแล้วไม่มีใครตอบ ความหมายจะเปลี่ยนทันที

กลายเป็นว่า เอาแรงใจของพนักงานไปอุดรูของบริษัท

ฝนตกก็ต้องกางร่ม แต่คนกางร่มไม่ได้เป็นคนทำให้ฝนตก

1. งานสนุกได้เพราะชอบทำ หรือเพราะมีบางอย่างที่อยากไล่ตาม

บางคนชอบคุยกับคน เขียน วิเคราะห์ตัวเลข หรือสร้างของ

บางคนไม่ได้ชอบทุกขั้นตอน แต่ทำต่อเพราะอยากได้รายได้ การเติบโต อิสระ ประสบการณ์ที่ใช้ต่อได้ หรือผลงานที่ยังอยู่

งานที่สนุกทุกนาทีมีน้อย แทนที่จะถามแค่ว่า “ชอบงานนี้ไหม” ลองถามว่า ถ้าทำต่อ จะมีอะไรเหลืออยู่?

ไม่ต้องรู้ตั้งแต่แรก ลองเล็ก ๆ แล้วดูว่างานไหนที่กลับไปทำเองโดยไม่ต้องถูกบังคับ

2. ทนคนตะโกนได้ ไม่เท่ากับรับผิดชอบเก่ง

แรงกดดันมีอย่างน้อยสามแบบ:

  • ความกลัว: ถูกตะโกนใส่ อับอาย ถูกขู่
  • ความรับผิดชอบ: ผลของเรากระทบคนอื่น
  • ความเสี่ยง: ต้องตัดสินใจทั้งที่ไม่รู้คำตอบถูก

ชินกับหัวหน้าที่โกรธไม่ได้ทำให้ตัดสินใจในความไม่แน่นอนเก่งขึ้นอัตโนมัติ

หัวหน้า: “มีความริเริ่มหน่อย!”
พนักงาน: “งั้นผมตัดสินใจเองครับ”
หัวหน้า: “ใครบอกให้ตัดสินใจเอง!”

ถึงตรงนี้ เกมฝึกความริเริ่มเปลี่ยนกติกาทุกเทิร์นแล้ว

สิ่งที่เก่งขึ้นคือการตรวจหาระเบิด

3. ถ้าให้ความรับผิดชอบ อย่าให้แค่ความรับผิดชอบ

ต้องให้ด้วยว่า:

  • ต้องทำอะไรให้สำเร็จ
  • ตัดสินใจเองได้แค่ไหน
  • ต้องมีข้อมูลอะไร
  • ติดแล้วถามใคร
  • อะไรถือว่าผ่าน
  • กำหนดเวลาและลำดับความสำคัญ
  • มีเวลา คน งบ และเครื่องมือเท่าไร

ให้แต่ความรับผิดชอบโดยไม่มีอำนาจหรือข้อมูล แล้วค่อยตำหนิเมื่อพลาด ไม่ใช่การพัฒนา

มันคือ แบบฟอร์มจองการโดนดุในอนาคต

4. อย่าแปลปัญหางานทุกอย่างเป็น “ทัศนคติไม่ดี”

คำสั่งคลุมเครือ ลำดับที่ซ่อนอยู่ เกณฑ์เปลี่ยนทีหลัง รับผิดชอบแต่ไม่มีอำนาจ หัวหน้าไม่ตัดสินใจ ข้อมูลไม่พอ คนไม่พอ และงานไปกองที่คนไว้ใจได้ที่สุด ล้วนเป็นปัญหาจริง

ถ้าทุกอย่างถูกเรียกว่า “ไม่มีความริเริ่ม” สาเหตุก็หายไป

คนปรับพฤติกรรมตัวเองได้ แต่แก้จำนวนคน อำนาจ และระบบประเมินด้วยบุคลิกอย่างเดียวไม่ได้

5. เมื่อก่อน ช่องโหว่ด้านการจัดการจำนวนมากถูกซ่อนด้วย “เดี๋ยวมีคนจัดการเอง”

รุ่นพี่สอนคนใหม่เอง คนที่ไว้ใจได้อุดช่องว่าง เพื่อนร่วมงานแปลคำสั่งคลุมเครือ และคนมีประสบการณ์ประสานงานโดยไม่มีเอกสาร

มันอาจเดินได้ช่วงหนึ่ง

แต่ไม่ได้แปลว่าบริษัทบริหารดีเสมอไป อาจเป็นพนักงานที่กำลังแพตช์ฟังก์ชันที่องค์กรไม่เคยสร้างขึ้นมา

เมื่อคนน้อยลงและงานซับซ้อนขึ้น แพตช์นี้ก็พังง่ายขึ้น

ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าคนรุ่นใหม่อ่อนแอลงทันที อาจเป็นหนี้การจัดการเก่าที่เพิ่งมองเห็น

ใบแจ้งหนี้มาช้าเท่านั้น

6. ถึงบริษัทเป็นสาเหตุ เราก็ยังเลือกก้าวต่อไปเอง

ยืนยันบทบาท กำหนดเวลา ลำดับความสำคัญ และเกณฑ์สำเร็จ บันทึกเมื่อขาดอำนาจหรือการสนับสนุน ทดลองเล็ก ๆ เพื่อหางานที่เหมาะกว่า ถ้าสภาพไม่เปลี่ยน การย้ายทีมหรือเปลี่ยนงานก็เป็นทางเลือก

แต่ คนที่รับมือกับปัญหา ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่สร้างปัญหา

อย่าเปลี่ยนปัญหาองค์กรทุกอย่างเป็นการไต่สวนบุคลิกของตัวเอง

7. อย่าถามแค่ว่า “ฉันพยายามได้มากกว่านี้ไหม” ให้ถามด้วยว่า “ที่นี่มีเงื่อนไขให้ทำงานดีไหม”

พนักงานควรรู้ว่าอยากได้อะไร ตัดสินใจอะไรได้ เกณฑ์ผ่านคืออะไร และขอความช่วยเหลือจากใครได้

ผู้จัดการควรถามว่าอธิบายเป้าหมายและลำดับแล้วหรือยัง ให้อำนาจพอ ๆ กับความรับผิดชอบไหม ให้ข้อมูลไหม และเปลี่ยนคำตอบทีหลังหรือเปล่า

คำถามที่ใช้ได้ดีมากคือ:

กำลังพูดทั้ง “คิดเองสิ” และ “ใครบอกให้ตัดสินใจเอง” พร้อมกันหรือไม่?

ความพยายามส่วนบุคคลสำคัญ การออกแบบงานก็สำคัญ

พนักงานกางร่ม บริษัทซ่อมรูบนหลังคา ทำทั้งสองอย่าง

โฆษณา
Mendoi-chan

ผู้เขียน

Mendoi-chan

เรียบเรียงความยุ่งยากในที่ทำงานและชีวิตประจำวันให้เป็นโครงสร้างที่ชัดเจนและขั้นตอนถัดไปที่ทำได้จริง

เกี่ยวกับเว็บไซต์
โฆษณา

บทความล่าสุด

  1. 1ไทย / Thai
  2. 2ไทย (th)
  3. 3คำว่า “ไม่รู้” แค่คำเดียวก็ทำให้แผนเชิญคนแปลกหน้าเข้าบ้านหายไป — ฝ่ายบริหารความเสี่ยงที่อยู่ในคนใจดี
  4. 4กินแดนดิไลออนก็ไม่ได้การันตีว่าจะเป็นดาว — ช่วงชีวิตลำบากของ Masato Sakai กับวงการนักแสดงที่มี “เก้าอี้” น้อยเกินไป
  5. 5ผู้สมัครหนึ่งคนมีหกตำแหน่งรออยู่! งานสายเทคนิคต้องสบายแน่! → คนทำงาน: “ขอกลับบ้านได้ไหม?”

บทความที่เกี่ยวข้อง

โฆษณา