เราไม่จำเป็นต้องสนิทกับทุกคน หากอยู่กับใครแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ก็ลดการติดต่ออย่างสุภาพได้ เรื่องนี้เป็นเพียงการเลือกว่าจะใช้เวลากับใคร
แต่บางครั้งกลับมีบริการเสริมที่ไม่มีใครสั่ง นั่นคือพอถอยห่างแล้ว ยังเที่ยวบอกคนอื่นว่า “คนนั้นแปลก อย่าไปยุ่งเลย” จากความรู้สึกส่วนตัว กลายเป็นบริการส่งรีวิวแย่ ๆ ถึงหน้าบ้านคนอื่น
การเลือกคบคนเป็นสิทธิของเรา แต่ไม่จำเป็นต้องรับงานส่งต่อชื่อเสียงเสียหายของใคร
1. ไม่ถูกคอกัน ไม่ได้แปลว่าต้องมีคนผิด
คนเรามีอารมณ์ขัน จังหวะการพูด และความถี่ในการพบกันต่างกัน คนดีสองคนก็อาจคุยกันไม่สนุกได้โดยที่ไม่มีใครเป็นตัวร้าย
ถ้าไม่เข้ากัน ก็ไม่ต้องฝืนชวนเจอกันเรื่อย ๆ นั่นคือการจัดสรรเวลาของตัวเอง ไม่ใช่การตัดสินโทษอีกฝ่าย
ในทางกลับกัน หากเราชวนแล้วถูกปฏิเสธ ก็ตอบว่า “อ๋อ เข้าใจแล้ว” ได้ การเอาคำปฏิเสธนัดกาแฟครั้งเดียวไปตีความว่าเราทั้งคนไม่มีคุณค่า ก็เหมือนเปิดศาลตัดสินบุคลิกภาพเพราะกาแฟหนึ่งแก้ว ไม่จำเป็นเลย
2. คนที่ดู «แปลก» อาจเป็นคนที่น่าสนใจที่สุด
บางคนมีวิธีคิดไม่เหมือนใครจนเราอยากถามว่า “คิดแบบนั้นขึ้นมาได้ยังไง?” ความรู้สึกขำหรือประหลาดใจอาจเกิดจากความชื่นชม ไม่ใช่การดูถูก
แต่การสนุกกับความคิดแปลกใหม่ต่างจากการเอาเจ้าตัวเป็นตัวตลก หากเขาบอกว่าไม่ชอบมุกนั้นก็ควรหยุด เราไม่ได้มีสิทธิพากย์ชีวิตคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
จุดสำคัญคืออย่ารีบสรุปว่า “ต่างจากฉัน” แปลว่า “ไม่มีค่าพอให้รู้จัก” ถึงจะไม่สนิทกัน ก็ยังมองเห็นด้านที่น่าสนใจของกันและกันได้
3. ปรึกษาปัญหา กับชวนคนอื่นเกลียด เป็นคนละเรื่อง
คำว่า “เขาพูดแบบนั้นแล้วฉันเสียใจ ควรคุยยังไงดี?” คือการขอคำแนะนำเกี่ยวกับเหตุการณ์หนึ่ง แต่การบอกว่า “คนนั้นประหลาด ทุกคนอย่าไปคบ” คือความพยายามชี้นำการตัดสินของคนรอบตัว
การวิเคราะห์รวมงานวิจัย 52 ชิ้นเกี่ยวกับการนินทาในที่ทำงานพบว่า การนินทาเชิงลบสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่แย่ลง อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่ายังสรุปทิศทางเหตุและผลไม่ได้ และผลจากที่ทำงานไม่ใช่กฎที่ใช้ได้กับมิตรภาพทุกแบบ [1] งานทบทวนอีกชิ้นอธิบายว่าการพูดถึงคนที่ไม่อยู่ตรงนั้นอาจมีหลายหน้าที่ ทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความเป็นกลุ่ม และกีดกันคนอื่น [2]
ดังนั้นไม่ต้องตัดสินว่าการพูดถึงคนลับหลังทุกครั้งเป็นความชั่วร้าย ควรดูว่าข้อมูลน่าเชื่อถือหรือไม่ และพูดเพื่อแก้ปัญหาหรือเพื่อทำลายชื่อเสียง
4. ถูกปฏิเสธ ไม่ได้แปลว่าแพ้เลือกตั้งระดับประเทศ
อีกฝ่ายมีสิทธิไม่อยากพบเรา เราก็มีสิทธิใช้เวลากับคนที่เข้ากันได้ ไม่ต้องรื้อบุคลิกของตัวเองเพียงเพราะคนหนึ่งไม่สนใจ
แต่ถ้ามีคนแพร่เรื่องเท็จจนกระทบงานหรือความสัมพันธ์ ก็ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงเท่าที่จำเป็น ความไม่ถูกคอธรรมดากับการทำลายชื่อเสียงเป็นคนละสถานการณ์
ถ้าต้องโน้มน้าวทุกคนให้ชอบเรา ชีวิตคงเป็นการหาเสียงไม่หยุดพัก ทั้งที่เราไม่ได้สมัครเป็นผู้สมัครเลือกตั้งสักหน่อย
5. เป็นตัวเองได้ โดยไม่ละเลยความเกรงใจ
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนนิสัยทั้งหมดเพื่อให้ถูกใจใครคนเดียว แต่การรักษาเวลา หยุดล้อเมื่ออีกฝ่ายไม่ชอบ และปรึกษากันก่อนเรื่องที่กระทบทั้งสองฝ่าย ล้วนเป็นการให้เกียรติที่สมเหตุสมผล
เสื้อผ้าไม่พอดีตัวก็ไม่ต้องเหลากระดูกให้ใส่ได้ แต่ถ้าเหยียบเท้าคนอื่นในรถไฟที่แน่นอยู่ ก็ควรยกเท้าออก การมีอิสระกับการเคารพขอบเขตอยู่ร่วมกันได้
6. ความผิดพลาดตอนเด็กไม่จำเป็นต้องเป็นอาชีพตลอดชีวิต
ตอนเด็กเราอาจเผลอพูดจาร้าย ๆ ตามเพื่อนเพื่อให้เข้ากลุ่ม เมื่อโตขึ้นแล้วเห็นว่ามันไม่เหมาะสม ก็เลือกทำอย่างอื่นได้ ความเปลี่ยนแปลงสำคัญกว่าการติดป้ายตัวเองจากอดีต
และการตอบโต้คนนินทาด้วยการนินทากลับ ก็แค่ส่งต่อพัสดุความร้ายกาจให้คนส่งคนใหม่เท่านั้น
ถ้าไม่เข้ากันก็ถอยห่าง พบคนมีเอกลักษณ์ก็มองให้เห็นความน่าสนใจ ถูกปฏิเสธก็ยอมรับ แล้วรักษาความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายสบายใจ
เราเลือกเพื่อนได้ โดยไม่ต้องสมัครเป็นพนักงานส่งข่าวร้ายเกี่ยวกับคนอื่น






